สาเหตุของความบกพร่องทางการได้ยิน
 
 

 

 
 

ความบกพร่องทางการได้ยินอาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ที่สำคัญได้แก่

 
 

1. หูหนวกก่อนคลอด (Condential Deafiness) หมายถึง ทารกที่จะเกิดมานั้นมีความพิการของอวัยวะรับเสียงตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อคลอดออกมาแล้ว ก็ปรากฏอาการหูหนวกแต่แรกเกิดเดียว ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น2 ประเภท คือ

 
 

1.1 หูหนวกตามกรรมพันธุ์ (Hereditary Deafness) เป็นอาการหูหนวกของทารกที่มีความพิการสืบพันธุ์ จากบิดาหรือมารดาหรือบรรพบุรุษ เช่น พ่อแม่หูหนวก ลูกอาจหูหนวก หรือหลานอาจหูหนวก

 
 

1.2 หูหนวกที่ไม่ใช่กรรมพันธุ์ (Sporadic Deafness) มีหลายสาเหตุ คือ

 
 

1.2.1 หูหนวกจากอันตรายต่อทารก เช่น ขณะมารดาตั้งครรภ์บังเอิญหกล้มถูกกระทบกระแทกอย่างแรง ทารกที่อยู่ในครรภ์ และกำลังเจริญเติบโต อาจถูกบีบ ถูกกด หรือถูกกระแทก หรือเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่สะดวก ทำให้อวัยวะการได้ยินพิการได้ เมื่อทารกคลอดออกมาก็มีอาการหูหนวกแต่กำเนิดติดออกมาด้วย

 
 

1.2.2 หูหนวกจากการคลอด คือศีรษะถูกบีบขณะคลอด เนื่องจากกระดูกเชิงกรานเล็ก หรือคีมจับศีรษะทารกไม่ถูกที่เป็นต้น

 
 

1.2.3 หูหนวกจากการเติบโตของอวัยวะหูผิดปกติ ทารกที่เกิดมาอาจไม่มีใบหู ไม่มีรูหูข้างเดียวหรือ 2 ข้าง เมื่อมีความพิการเกิดขึ้นกับอวัยวะหูส่วนใดส่วนหนึ่ง ทำให้หูหนวกได้เหมือนกัน

 
 

1.2.4 หูหนวกจากพิษยาต่อมารดาขณะตั้งครรภ์ ระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์อาจเจ็บป่วย และจำเป็นต้องใช้ยาบางอย่างรักษา ยานั้นอาจเป็นพิษต่ออวัยวะหูของทารกในครรภ์ได้ เช่น คาควินิน ยาแอสไพริน ยาสเตร็ปโตมัยซิน และยาเพนนิซิลิน เป็นต้น หญิงมีครรภ์ควรระมัดระวังในการใช้ยาให้มากที่สุดเพราะยาสามารถซึมผ่านรก ไปยังทารกในครรภ์ได้โดยง่าย อันตรายที่ร้ายแรงมากในหญิงมีครรภ์ การรับประทานยาที่มีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการ โดยเฉพาะระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และใกล้คลอด

 
 

1.2.5 หูหนวกจากโรคติดต่อขณะตั้งครรภ์ เช่น โรคหัดเยอรมัน ทารกที่ได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้จากมารดาขณะที่อยู่ในครรภ์ ใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจมีผลทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายในหลายระบบ ได้แก่ความผิดปกติที่หัวใจ หลอดเลือด ที่ตา คือเกิดต้อกระจกโดยกำเนิด ร่างกาย และศรีษะของทารกเล็กกว่าปกติ สมองไม่เจริญเติบโต หรือหูหนวกได้

 
 

2. หูหนวกหลังคลอด (Acquired Deafness) หมายถึงทารกที่เกิดมีอวัยวะและประสาทหูปกติ แต่ต่อมาภายหลังปรากฏว่าหูหนวกขึ้น เราเรียกหูหนวกหลังคลอด โอกาสที่จะทำให้หูหนวกจึงมีมากมายหลายอย่าง สามารถแยกเป็นหัวข้อได้ดังนี้ คือ

 
 

2.1 หูหนวกจากโรคระบบประสาท เช่น ป่วยเป็นโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ

 
 

2.2 หูหนวกจากโรคติดต่อ เช่น ภายหลังจากการป่วยด้วยโรคหัวใจ ไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัดเยอรมัน อาจมีอาการหูหนวกได้

 
 

2.3 หูหนวกร่วมกับโรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมพิตูอิตารี่ มีอาการหูหนวกร่วมด้วย

 
 

2.4 หูหนวกจากพิษยา และสารเคมี เมื่อผู้ป่วยได้รับยาที่เป็นพิษต่ออวัยวะหูส่วนใน และประสาทหูเช่น ควินิน ยาสเตร็ปโตมัยซิน และยาคานามัยซิน เป็นต้น

 
 

2.5 หูหนวกจากโรคหู คอ จมูก อวัยวะของหู คอ จมูก ติดต่อถึงกัน และอยู่ใกล้เคียงกันมาก เมื่ออวัยวะดังกล่าวเกิดโรค มักกระทบกระเทือนถึงกันและกัน จะทำให้หูหนวกได้

 
 

2.6 หูหนวกจากภยันตรายต่ออวัยวะหู และประสาทหู เช่น การตกเปล ตกบันได ตกจากที่สูง นอกจากศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนแล้ว กระดูกขมับแตกร้าว หรือถูกตบที่หูอย่างแรง ทำให้หูหนวกได้

 
 

นอกจากนี้เสียงดังต่างๆ เช่น เสียงฟ้าผ่า เสียงระเบิด เสียงปืน เสียงเครื่องบิน ฯลฯ ถ้าหากได้รับการรบกวนอยู่เสมอ และเป็นเวลานาน จะทำให้หูพิการได้

 
 

เมื่อเด็กมีอาการหูหนวก แล้วอาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ หลายอย่างด้วยกัน เช่น ปัญหาด้านภาษา อารมณ์ และสังคม ตลอดจนบุคลิกภาพของเด็ก บุคคลผู้ใกล้ชิด ควรเข้าใจถึงปัญหาของเด็กหูหนวกเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือแก้ไขให้ถูกทางได้ คือ

 
 

- เด็กหูหนวกจะมีปัญหาทางภาษามาก เพราะขาดการสื่อความหมายด้านภาษาพูด ต้องใช้มือแทนภาษาพูด เวลาพูดเสียงจะเพี้ยน ทำให้ติดต่อกับบุคคลอื่นได้น้อย คนหูหนวกมักเขียนหนังสือผิดเขียนกลับคำ รู้คำศัพท์น้อย การใช้ภาษาเขียนผิดพลาด

 
 

- เด็กหูหนวกจะมีปัญหาด้านอารมณ์ เพราะสาเหตุของภาษาทำให้การสื่อความทำความเข้าใจเป็นไปได้ยากลำบาก ถ้าหากไปอยู่ในสังคมที่ไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ก็ย่อมเพิ่มปัญหามากขึ้น ทำให้เด็กสุขภาพจิตเสื่อม มีปมด้อย ทำให้เด็กเกิดความคับข้องใจ ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ได้ เช่นโกรธง่าย เอาแต่ใจตัวเอง ขี้ระแวง ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความหนักแน่นอดทนต่อการทำงาน หนีงานหนัก เป็นต้น

 
 

- เด็กหูหนวกจะมีปัญหาด้านครอบครัว หากครอบครัวของเด็กหูหนวกไม่ยอมรับ เด็กขาดความรัก ความเข้าใจ ขาดความอบอุ่นทางใจ มีความทุกข์เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ แล้วย่อมก่อให้เกิดปัญหาฝังรากลึกจิตใจของเด็กมาก เพราะจะระบายกับใครก็ไม่ได้เนื่องจากความบกพร่องการสื่อความหมายทางการพูด

 
 

- เด็กหูหนวกจะมีปัญหาด้านสังคม ถ้าหากอยู่ในสังคมที่ไม่ยอมรับ รู้เทาไม่ถึงการณ์ ขาดความเข้าใจ มักถูกกลั่นแกล้ง ล้อเลียน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กหูหนวกเกิดความคับข้องใจ น้อยเนื้อต่ำใจ และบางครั้งอาจตกเป็นเครื่องมือของพวกมิจฉาชีพ กลายเป็นอาชญากรบางรายก็ถูกล่อลวงให้ค้าประเวณี ติดยาเสพติด และนักการพนัน เป็นต้น

 
 

- เด็กหูหนวกจะมีปัญหาด้านความืด เพราะเด็กหูหนวกจะใช้ตาแทนการฟังเสียงต่างๆ ถ้าขาดแสงสว่างก็ขาดการมองเห็น จะไม่สามารถสื่อความหมายได้

 
 

- เด็กหูหนวกจะมีปัญหาด้านการประกอบอาชีพ บุคคลที่หูหนวกจะเสียสิทธิในการประกอบอาชีพไม่เท่าเทียมกับคนปกติ

 
 

ควรปฏิบัติต่อเด็กบกพร่องทางการได้ยิน

 
 

1. ให้ความรัก ความอบอุ่นใจแก่เด็ก แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว

 
 

2. ฝึกสุขนิสัยและกิจนิสัยที่ดีให้รักความสะอาด สวยงาม และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ

 
 

3. ให้กำลังใจ และชี้แนวทางให้บ้างพอสมควร เพื่อให้เกิดความพอใจและเชื่อมั่นมากขึ้น

 
 

4. ฝึกหัดให้ช่วยทำงาน เพื่อให้รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น

 
 

5. กระตุ้นหรือเตือนให้ใช้เครื่องช่วยฟัง เพื่อใช้ประโยชน์จากการได้ยินส่วนที่เหลือ

 
 

6. พูดคุยกับเด็กหูหนวกเสมอๆ และพูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส

 
 

7. ให้เด็กหูหนวกมองเห็นหน้าท่านเวลาพูด เด็กจะได้ดูการเคลื่อนไหวจากริมฝีปาก ไม่พูดช้าจนเกินไป หรือเร็วเกินไป

 
 

8. พูดกับเด็กด้วยเสียงธรรมดาไม่ต้องตะโกน ใช้ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ

 
 

9. มีความอดทน ใจเย็น ต่อสู้กับปัญหาในการใช้เวลาในการอบรมสั่งสอน

 
 

10. หากสังเกตเห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติ ควรปรึกษาผู้รู้หรือแพทย์ทันที

 
 

11. เปิดโอกาสให้เด็กหูหนวกได้พบปะสังสรรค์เพื่อนบ้านใกล้เคียงบ้างในบางครั้ง บางโอกาส ตามความเหมาะสม

 
 

12. ระลึกเสมอว่า เด็กหูหนวกมีชีวิตจิตใจ มีความต้องการเหมือนคนปกติ

 
 
หูหนวก
 
 
น.พ.วรวิทย์ วรภัทรากุล
 
 

การเสียการได้ยิน เป็นปัญหาที่พบมากที่สุดเมื่อเทียบกับการเสียประสาทรับความรู้สึกอื่นๆ เช่น ตาบอด ลิ้นไม่ได้รส ฯลฯ ประมาณกันว่าในโลก ของเรา จะมีคนประมาณ 200-300 ล้านคนที่เสียสมรรถภาพการได้ยิน ศูนย์โรคประสาทกรุงเทพฯ รายงานปัญหา หูหนวก หูตึง ในประชากรไทย เมื่อเดือนมกราคม 2533 พบว่าที่มีคนที่เสียการได้ยิน ระดับปานกลางถึงมาก 13.6 คนต่อประชากร 1,000 คน และการเสียการได้ยินนี้พบมากขึ้น ตามวัย

 
 

ระดับความรุนแรงของการเสียการได้ยิน

 
 

ในทางการแพทย์ความเข้มข้นของเสียงมีหน่วยเป็น เดซิเบล เสียงยิ่งดังค่าเดซิเบลยิ่งมาก ในคนปกติหูจะเริ่มได้ยินเสียงที่ความเข็ม 20 เดซิเบลหรือน้อยกว่า แตกต่างกันไปตามบุคคล คนที่เสียการได้ยินจะได้ยินเสียงที่ความเข็มมากขึ้น เป็นต้นว่า หูตึงเล็กน้อยเริ่มได้ยินที่ 21-40 เดซิเบลขึ้นไป ซึ่งในระดับนี้จะไม่ได้ยินหรือเข้าใจแม้แต่เสียงตะโกน

 
 

ปัญหาของคนหูหนวก

 
 

คนที่หูหนวกหรือหูตึงอย่างมากทั้ง 2 ข้าง จะมีผลต่อการดำเนินชีวิต ภาวะทางจิตใจ และการเข้าสังคมเป็นอย่างมาก ในการดำเนินชีวิต คนหูหนวกอาจได้รับอันตรายได้ง่ายเพราะไม่สามารถรับรู้เสียงที่เตือนถึงอันตราย เช่น เสียงแตร, เสียงหวูดรถไฟ ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้เพราะฟังไม่เข้าใจ จิตใจมักจะซึมเศร้า สับสน เครียด มองโลกในแง่ร้าย ขาดความกระตือรือร้นและสุขภาพโดยทั่วไปมักจะเลวลง เสียงพูดจะเพี้ยนและไม่สามารถควบคุมระดับความดังของเสียงให้ถูกต้อง การฟังผู้อื่นพูดแล้วไม่ได้ยินหรือไม่เข้าใจ ทำให้ปลีกตัวไม่อยากมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น

 
 

ในเด็กที่หูหนวกตั้งแต่เกิด ยิ่งมีปัญหามาก การเรียนที่เป็นรากฐานของชีวิต คือ “ภาษา” เราได้ภาษาและการพูดเกือบทั้งหมดจากหู และการเรียนรู้ส่วนใหญ่ต้องอาศัยภาษา เด็กหูหนวกจึงขาดการเรียนรู้ มีพัฒนาการพูดและภาษาช้า นอกจากนี้ พัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง ก็จะช้ากว่าเด็กทั่วไป

 
 

คนที่หูหนวกข้างเดียว มีปัญหาที่สำคัญ 2 อย่าง คือ

 
  1. ไม่สามารถบอกทิศทางของเสียงได้ โดยเฉพาะเสียงที่มาจากด้านหลัง  
  2. ไม่สามารถเข้าใจคำสนทนาในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงอึกทึก  
 

กายวิภาคของหู เพื่อจะได้เข้าใจสาเหตุของหูหนวกหูตึง จะขอพูดถึงกายวิภาคของหู ดังนี้

 
 

หูแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก คือ หูส่วนนอก ประกอบไปด้วย ใบหู รูหู ช่องหูส่วนนอกจนถึงแก้วหู ซึ่งเป็นเยื่อบางๆ แก้วหูยจะแยกช่องหูส่วนนอกออกจากหู ส่วนที่สอง คือ หูส่วนกลาง ซึ่งเป็นโพรงมีกระดูกหูเล็กๆ 3 ชิ้น โดยกระดูกฆ้อนจะติดอยู่กับเยื่อแก้วหู แล้วกระดูกทั่งกับกระดูกโกลนจะติดกับหน้าต่างรูปไขของหูส่วนใน หูส่วนใน จะมีสองส่วน คือ ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน รูปร่างเป็นวงคล้ายกันหอย เรียกว่า โคเคลีย และ ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัวเป็นรูปครึ่งวงกลม 3 วง เรียกว่า เวสติบูลาร์แลบิรินธ์ การได้ยินของหูปกตินั้น ใบหูจะ ป้องกันเสียงเข้าให้สู่ช่องหูส่วนนอก แล้วคลื่นเสียงจะไปทำให้แก้วหูสั่น กระดูกทั้ง 3 ชิ้น ก็จะมีการสั่นและเคลื่อนไหวตามไปด้วย การสั่นและการเคลื่อนไหวนี้

 
 

จะมีผลต่อของเหลวที่อยู่ใน โคเคลีย ซึ่งมีเซลล์ขนสำหรับรับเสียงหลายพันเซลล์ เซลล์นี้จะเปลี่ยนการสั่นและการเคลื่อนไหวของของเหลวให้เป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าก็จะผ่านเข้าเส้นประสาทการได้ยิน (ประสาทสมองคู่ที่ 8) แล้วเดินทางต่อไปในสมองส่วนที่รับการแปลความหมายของเสียง

 
 

ในช่วงที่เสียงเดินทางตั้งแต่ใบหูจนถึงช่องหน้าต่างรูปไข เราเรียกว่าเป็นการนำเสียง ซึ่งนอกจกกจะมีการนำเสียงจากภายนอกจนถึงประสาทรับเสียงแล้วยังมีการขยายเสียงไปในขณะเดียวกัน (อาศัยหลักของกลศาสตร์ เช่น คานดีด คานงัดของกระดูกหูทั้ง 3 ชิ้น) ถ้ามีความผิดปกติในส่วนนี้ เช่น ขี้หูอุดตัน แก้วหูทะลุ กระดูกหูยึดติด เสียงที่เดินทางไปถึง ประสาทรับเสียง (โคเคลีย) ก็จะมีความเข็มลดลง ผู้ป่วย จะมีอาการหูตึงแต่ไม่ถึงกับหูหนวก อาการหูตึงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าการขัดขวางทางเดินของเสียหรือการทำลายกลไกการขยายเสียงจะมีมากน้อยเพียงใด ผู้ป่วยที่หูหนวกจึงเป็นความผิดปกติของส่วนโคเคลียหรือเส้นประสาทการได้ยิน โดยเซลล์ขนหรือเส้นประสาทการได้ยินอาจไม่พัฒนาหรือถูกทำลายอย่างรุนแรง หรือใช้ไม่ได้

 
 

สาเหตุ แบ่งได้เป็น 2 พวก

 
  1. หูหนวกที่มีสาเหตุมาตั้งแต่กำเนิด ผู้ป่วยพวกนี้มีสาเหตุทางกรรมพัมธ์ ซึ่งอาจจะเป็นตั้งแต่แรกเกิดหรือมีอาการภายหลังได้ และส่วนใหญ่จะมีความผิดปกติเฉพาะหูชั้นใน โดยไม่มีความผิดปกติของส่วนอื่นของหูหรืออวัยวะอื่นร่วมด้วย นอกจานี้อาจมีสาเหตุมาจากมารดามีการติดเชื้อในขณะตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน ซิฟิลิส หรือมารดาใช้ยาที่เป็นพิษต่อหูในขณะตั้งครรภ์  
 

2. หูหนวกที่มีสาเหตุและอาการเกิดภายหลังการคลอด ได้แก่

 
 

2.1 การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, การอักเสบของหูชั้นในแทรกซ้อนจากหูน้ำหนวก
2.2 การติดเชื้อไวรัส เช่น หัด, หัดเยอรมัน, คางทูม, ไข้หวัดใหญ่, งูสวัด
2.3 การติดเชื้อซิฟิลิส ซึ่งมักเป็นกับหูทั้งสองข้าง
2.4 การบาดเจ็บ ทำให้มีการแตกร้าวของกระโหลกศรีษะบริเวณทัดดอกไม้ หรือการได้ยินเสียงที่ดังมากทันทีหรือดังมากเป็นเวลานาน
2.5 เนื้องอก ของเส้นประสาทการได้ยิน
2.6 ยาและสารเคมีที่เป็นพิษต่อหู เช่น ยาปฏิชีวนะ พวก สเตรปโตมัยซิน, คลอแรม, ยาขับปัสสาวะ, ยาแอสไพริน ยารักษาโรคมาเลเรีย และยารักษาโรคมะเร็ง
2.7 การสูญเสียการได้ยินฉับพลัน ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
2.8 หูตึงในวัยชรา
2.9 โรคหูชั้นในบวมน้ำ [Meniere] ซึ่งอาจเกิดจากการสร้างและการดูดซึมของเหลวในโคเคลียผิดปกติ

 
 

การป้องกัน

 
 

จะเห็นว่าสาเหตุของหูหนวกหลายอย่างป้องกันได้ และบางอย่างอาจบรรเทาความรุนแรงได้ ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ การป้องกันทำได้ ดังนี้

 
 
    • การวางแผนครอบครัว คู่สมรสควรมีการป้องกันโดยการตรวจเลือดหาซิฟิลิส ก่อนแต่งงาน ไม่แต่งงานในหมู่เครือญาติ หรือระหว่างคนที่มีความผิดปกติทางใบหู หรือเสียการได้ยินตั้งแต่กำเนิดหรือเมื่ออายุน้อย หรือเป็นใบ้
    • ในระหว่างตั้งครรภ์ ต้องระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อหู, ฝากครรภ์ให้สม่ำเสมอและถ้ามีการติดเชื้อ เช่น หัดเยอรมัน ต้องรีบแจ้งให้สูติแพทย์ทราบ
    • พ่อแม่ที่มีลูก หูหนวก หูตึง เป็นใบ้ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนมีลูกคนต่อไป
    • เด็กควรได้รับวัคซีนการป้องกันหัด, หัดเยอรมัน, คางทูม, วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
    • อย่าาให้เป็นหวัดเรื้อรัง, ไม่แคะหูเอง เพื่อหลีกเลี่ยงโรคหูน้ำหนวก ที่อาจลุกลาม จนเป็นหูชั้นในอักเสบได้
    • หลีกเลี่ยงการสำส่อนทางเพศและป้องกันการติดเชื้อกามโรค
    • หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ ที่มีเสียงดังมากๆ หรือใช้เครื่องป้องกัน เช่น ที่อุดหู เมื่อต้องทำงานในที่มีเสียงดัง
    • ป้องกันอันตรายต่อหูและศีรษะ เช่น ใช้หมวกกันกระแทก การคาดเข็มขัดนิรภัย
    • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อหู ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ต้องระมัดระวังไม่ใช้ยาเกินขนาดที่กำหนด ไม่ใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ยาที่เป็นพิษต่อหูมากกว่า 1 ชนิดในขณะเดียวกัน
    • ในการณีที่พบหรือสงสัยว่ามีความผิดปกติในการได้ยิน มีอาการปวดหู หรือเวียนศีรษะ ต้องรีบไปพบแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที
 
 

การรักษา

 
 

ถ้าเป็นโรคหูหนวก ที่ตรวจพบสาเหตุ ก็รักษาตามสาเหตุนั้น ถ้าเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขความผิดปกติ อาจแก้ไขโดยใช้

 
 

1. เครื่องช่วยฟัง แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะเสียการได้ยินไปอย่างมาก ก็น่าจะลองใช้เครื่องช่วยฟังดูก่อน เพราะในปัจจุบันเครื่องช่วยฟังได้พัฒนาไปมาก มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบพกกระเป๋า, แบบทัดหู, แบบติดกับแว่นตา, แบบใส่รูหู, และแบบสอดเข้าไปในช่องหู และยังมีการพัฒนาให้จำแนกแยกเสียงได้ดีขึ้น สามารถขยายเสียงในช่วงความถี่ที่ต้องการได้

 
  2. ประสาทหูเทียม แตกต่างจากเครื่องช่วยฟัง ตรงที่เครื่องช่วยฟังเป็นเครื่องขยายเสียให้ดังขึ้นแต่ ประสาทหูเทียมจะทำงานแทนโค เคลียที่ถูกทำลาย โดยมันจะเปลี่ยนพลังงานเสียงเป็น พลังงานไฟฟ้าส่งไปตามลวดที่สอดเข้าไปในโคเคลีย และปล่อยสัญญาณที่ได้รับมา ไปกระตุ้นประสาทรับ เสียงประสาทหูเทียมจึงเหมาะสำหรับคนหูหนวกสนิท ทั้ง 2 ข้าง และใช้เครื่องช่วยฟังอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้ว ข้อ เสียของประสาทหูเทียม คือ การใส่ต้องผ่าตัดโดยการ วางยาสลบ ราคาค่อนข้างสูง (6.5 แสนบาท) ต้องมี การศึกษาหลังการผ่า โดยเฉพาะในเด็ก จึงจะช่วยให้มี การพัฒนาทักษะการได้ยินที่ดีได้  
 
Thai Nakarin Hospital