(CP) Cerebral palsy
 
     
     
 

เด็กพิการซีพี

 
 

ซีพี (CP) เป็นคำย่อมาจาก Cerebral palsy แปลเป็นไทยว่า “พิการทางสมอง” ในทางการแพทย์ จัดเด็กพิการ CP เป็นภาวะพิการทางสมองชนิดหนึ่ง ซึ่งเด็กจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ การขยับแขนขา ลำตัวใบหน้า ลิ้น รวมถึงการทรงตัวที่ผิดปกติ
เด็กพิการซีพี ส่วนใหญ่สติปัญญาดี ไม่ปัญญาอ่อน ประมาณ 70-80% มีค่า IQ มากกว่า 70 บางรายอาจมีการรับรู้ ความรู้สึกที่ผิดปกติ เช่น การได้ยิน การรู้สึกสัมผัสของผิวหนัง มากน้อยแตกต่างกันไป สาเหตุ เนื่องจากเด็กพิการ CP แบบไหนจึงต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจวินิจฉัย
เด็กพิการทางสมองซีพี มักมีปัญหาในการนั่ง ยืน หรือเดิน เด็กจะมีพัฒนาการ ช้า ยืน เดินได้ช้า รายที่เป็นมากจะเดินไม่ได้ บางรายแม้แต่นั่งก็ยังไม่ได้ จะเอนล้มลง แขนขาเกร็ง ลำตัวและคอเกร็ง บางราย พูดไม่ได้หรือพูดไม่ชัด น้ำลายยืด ดังนั้น ถ้าพบว่า บุตรหลานมีพัฒนาการช้า ผิดปกติควร นำไปปรึกษาแพทย์

 
 

สาเหตุของโรค

 
 

พิการทางสมองซีพี เกิดจากความผิดปกติระหว่างการเจริญและ พัฒนาการของสมอง ยกตัวอย่างเช่น ขณะช่วงระหว่างการคลอดที่ยากสมองเด็กอาจขาด ออกซิเจนนาน ทำให้เซลล์สมองซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ไวต่อการขาดออกซิเจนที่สุดได้รับความเสียหายบางส่วน หรือ เด็กอ่อนหลังคลอด เกิดติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เชื้อได้ทำความเสียหายให้กับ เนื้อสมองบางส่วน ภายหลังหายจากโรคแล้ว เนื้อสมองส่วนที่ตาย ไม่สามารถสร้างใหม่ได้ จะเกิดภาวะเด็ก ซีพีได้ โดยปกติในเด็กแรกเกิด เนื้อสมองจะยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ ต้องอาศัย ระยะเวลาประมาณ 6 ปี ระบบประสาทส่วนต่างๆ จึงทำงานโดย สมบูรณ์ และในช่วง อายุ 2 ปีแรกนั้น ถือเป็นช่วงที่มีอัตราการเจริญที่รวดเร็วเกือบ 80 % ของทั้งหมด ดังนั้น ถ้าเกิดความเสียหายกับสมองในเด็กช่วงอายุ 2 ปีแรก อาจจะเป็นติดเชื้อในเนื้อสมอง หรือ อุบัติเหตุที่ศีรษะที่มีการคั่งของเลือดในสมอง จะมีโอกาสเกิด ความพิการทางสมองซีพีได้ง่าย
โดยสรุป เด็กพิการทางสมองซีพีคือเด็กที่ได้รับความเสียหายของเนื้อสมองซึ่งเกิดขึ้นในช่วงอายุที่สมองยังเจริญไม่เต็มที่ ความเสียหายนั้นรบกวนการเจริญ และ พัฒนา ของเนื้อสมองส่วนนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ ลักษณะอาการของเด็กซีพี จึงมีหลากหลาย รูปแบบ ตามเนื้อสมองส่วนที่ได้รับความเสียหาย ช่วงอายุที่เกิดความเสียหาย

 
 

ทำความเข้าใจสาเหตุต่อ

 
 

เด็กพิการทางสมอง เนื้อสมองส่วนที่เสียหายนั้น จะไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติเพราะเซลล์สมองไม่สามารถแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแทนที่ส่วนที่เสียหายได้ ผลที่เกิดจากความเสียหายนี้ ทำให้การควบคุม กล้ามเนื้อแขนขา ทำได้ไม่ดี กล้ามเนื้อบางมัดตึง บางมัดหย่อน หรือขยับการเคลื่อนไหวโดยควบคุมไม่ได้ ผลนี้เป็นเหตุให้เด็กทรงตัวได้ไม่ดีขยับยืนหรือ เดิน ลำบาก ถ้าเป็นกับ กล้ามเนื้อลำคอหรือ ปาก ทำให้การพูดลำบาก ไม่ชัด น้ำลายยืด เป็นกับขาสองข้างแขนและลำตัวปกติ บางรายเป็นกับ แขน ขาซีกใด ซีกหนึ่ง บางราย เป็นทั้ง สองข้าง รวมถึงกล้ามเนื้อลำตัวและใบหน้าทำให้แม้แต่นั่งก็ยังล้ม ที่สำคัญคือส่วนใหญ่ สมองส่วนสติปัญญา มักได้รับความเสียหายน้อยเด็กมีสติปัญญาดี
การที่กล้ามเนื้อ ได้รับสัญญาณ จากสมองที่ไม่ปกติแรงดึงของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ จะไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดความบิดเบี้ยวของข้อต่างๆ ที่พบบ่อย เช่น ข้อเท้า เขย่งเกร็ง โดยเฉพาะเวลาเดิน เข่า เกร็งงอแข็ง เหยียดไม่ออก หรือ อาจเป็นแบบตรงกันข้ามคือ เหยียดแข้งงอไม่ได้ ข้อสะโพกหนีบเกร็ง กางไม่ออก เหล่านี้เป็นอุปสรรคกับการยืน ทรงตัว หรือ เดิน ถ้าเป็นกับกล้ามเนื้อลำตัวจะทำให้กระดูกสันหลังคด ค่อม ซึ่งความผิดรูปต่างๆ ที่ได้กล่าวนี้ จะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ตามการเจริญเติบโตของเด็ก จะเห็นว่า เด็กพิการซีพีตอนแรกเกิด ดูเหมือนเด็กปกติทุกประการ แต่เมื่อโตมากขึ้น ความผิดรูปของแขน ขา ลำตัว จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกว่า กระดูกจะหยุดเจริญ

 
     
 
 
     
 

การดูแลผู้ป่วยเด็กสมองพิการ

 
 

1. ช่วยให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด โดยเน้นการฝึกกิจวัตรประจำวัน เช่น การเคี้ยว การกลืน การจับช้อน การถอด-ใส่เสื้อผ้า การอาบน้ำ การเข้าห้องน้ำ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกกายภาพบำบัด การฝึกพูด และการฝึกทักษะกล้ามเนื้อมัดย่อย
2. กระตุ้นการเรียนรู้ในด้านต่างๆ เช่น การกระตุ้นการเรียนรู้ด้วย
การเล่น ควรเน้นการเล่นที่ส่งเสริมการออกเสียง การสื่อสารการใช้กล้ามเนื้อมือกับตาให้ประสานกับการเคลื่อนไหว กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยการทำกิจกรรมร่วมกับพี่น้อง เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การเรียนรู้กฎเกณฑ์ทางสังคม เกิดความพยายามที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง นอกจากนี้ควรพาเด็กไปเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทางสังคม การไปตลาด ไปหาเพื่อนบ้าน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัว ชุมชนเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และการปรับตัวของเด็กในการอยู่ร่วมในสังคม
3. จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก โดยการจัดเครื่องช่วยในชีวิตประจำวัน เช่น ช้อน ด้ามแปรง
สีฟัน แก้วน้ำ อาจจะต้องมีการเสริมด้ามอุปกรณ์ต่างๆ ให้เด็กสามารถจับได้ง่ายถนัดมือ โดยการต่อด้ามช้อน แปรง แก้วน้ำ เป็นต้น ควรปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อกับสภาพความพิการของเด็ก เช่น การทำทางลาด การทำราวฝึกเดิน การปรับพื้นห้องไม่ให้ลื่นหรือหยาบ ไม่มีสิ่งกีดขวาง การปรับโต๊ะ-เก้าอี้ การปรับสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมต่อการเรียนรู้ หรือการฝึกกิจวัตรต่างๆ ส่งเสริมให้เด็กสามารถเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนย้ายตนเองได้อย่างปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งจะส่งเสริมพัฒนาการการเคลื่อนไหว และการฝึกการช่วยเหลือตนเองในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
4. การช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กสมองพิการ ต้องให้การช่วยเหลือทันทีที่พบความพิการ เนื่องจากพัฒนาการในช่วงขวบปีแรก - 7 ปี เป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการสูงสุด หากพ้นจากวัยนี้ และไม่เคยรับการฟื้นฟูด้านต่างๆ ก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณข้อต่อต่างๆ จะมีอาการเกร็งหรือยึดติดมากขึ้น การพัฒนาในด้านต่างๆ อาจไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ ทำให้เด็กไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
5. ผู้ป่วยเด็กสมองพิการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตั้งแต่แรกพบความพิการจนกระทั่งเด็กโต หากไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง อาจทำให้ข้อต่างๆ ติดยึด แข็งเกร็ง หรือมีสภาพความพิการเพิ่มขึ้น และต้องได้รับการฟื้นฟูทั้งทางด้านการแพทย์ เช่น การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด อรรถบำบัดหรือการฝึกพูด การเตรียมความพร้อมทางการเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การเตรียมความพร้อมทางด้านอาชีพ ซึ่งเด็กสมองพิการจะต้องได้รับฟื้นฟูในทุกด้านตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน

 
     
 
 
     
 

การรักษาด้านกายภาพบำบัด

 
 

เพื่อบรรเทาและ ป้องกันความผิดรูปของข้อ ต่างๆ โดยใช้ การยืด การดึง และการตัด อาจใช้เครื่องช่วยพยุง เฝือก หรือ กายอุปกรณ์อื่นๆ ช่วยป้องกันความเกร็งของกล้ามเนื้อ ต้องอาศัย ความสม่ำเสมอในการทำ จะสามารถป้องกันข้อติดแข็งได้ ในระดับหนึ่ง
ตลอดจน การใช้ เครื่องช่วยเดิน ช่วยนั่ง หรือช่วยในการหยิบจับ เพื่อให้ทำกิจวัตรประจำวันได้ดีมากขึ้น