สถานีพัฒนาสังคม: เพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเมืองเพื่อความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ
 
     รัฐบาลปัจจุบันมีโครงการเพิ่มเติมอีกหลายรายการ รัฐบาลจึงได้มีการจัดสรรเงินให้กองทุนฯ เป็นรอบๆ เพื่อให้กองทุนฯ นำไปให้กับสมาชิกที่เป็นประชาชนในชุมชนหมู่บ้าน กู้ยืมนำไปประกอบอาชีพ เป็นลักษณะของการให้เป็น รายบุคคล โดยกองทุนฯ จะมีคณะกรรมการที่ถูกเลือกกันเอง ในหมู่บ้าน มีวาระการดำรงตำแหน่ง ๒ ปี และดำเนินการ ในรูปแบบของคณะกรรมการดูแลกองทุนฯ มาโดยตลอด กองทุนฯ เป็นอิสระ คณะกรรมการกองทุนสามารถออกระเบียบ กำหนดอัตราดอกเบี้ยเองได้ เป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนของแต่ละหมู่บ้านเป็นผู้ดำเนินการ โดยแต่ละหมู่บ้าน จะมีการกำหนดตามวิถีประจำวันของคนในหมู่บ้าน เช่น บางกองทุนกำหนดอัตราดอกเบี้ยจากพฤติกรรมของผู้กู้ คือ ผู้ที่งดสุราได้ จำนวน ๗ วัน จะคิดดอกเบี้ยเท่าใด หรือผู้ที่ งดสุราได้ จำนวน ๓ เดือน จะคิดดอกเบี้ยอีกแบบหนึ่ง ใช้เป็น กระบวนการที่ส่งเสริมพฤติกรรมหรือใช้พฤติกรรมของพี่น้อง ในหมู่บ้านมาเป็นตัวส่งเสริมสนับสนุน ทำให้กองทุนฯ ได้รับ กระบวนการ ที่เป็นการทำงานในระบบของคนในหมู่บ้านด้วยกันเอง ช่วยเหลือกันและดูแลซึ่งกันและกัน รัฐบาลได้จัดสรร เงินลงไปให้กองทุนฯ เฉพาะการช่วยเหลือ การเป็นแหล่งทุน ต่างๆ จำนวน ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีการจัดไปแล้ว จำนวน ๓ รอบ ประกอบด้วย รอบแรก จำนวน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท รอบที่สอง จำนวน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และรอบที่สาม จำนวน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเงินจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถูกนำฝากไว้กับ ๓ ธนาคาร คือ ๑.ธนาคารกรุงไทย ๒.ธนาคารออมสิน และ๓.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยทั้ง ๓ ธนาคารจะรายงานบัญชีของ กองทุนให้ทราบโดยตลอด ปรากฏว่ายอดบัญชีของกองทุน จำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นยอดเงินต้นที่ได้มา จากรัฐการสูญเสียหรืออยู่ระหว่างกระบวนการติดตามไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของปัญหาในกระบวนการดำเนินการ คือ อยู่ในคดีความ อยู่ในการฟ้องร้อง เป็นต้น การนำผลตอบแทนจากเงินเหล่านี้ไปลงทุน ใน ๑๖ ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีบัญชีที่สองของกองทุนซึ่งเป็นบัญชีที่กองทุนทำเอง ทั่วประเทศดำเนินการเองรวมกันอีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท (เฉพาะบัญชีที่สอง) บางกองทุนสามารถดำเนินการได้อย่าง น่าสนใจ เช่น
     
     - กองทุนวังไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นกองทุน เดียวที่เริ่มต้นจากเงินจำนวนหนึ่งล้านบาท แต่วันนี้มีจำนวนเงิน เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน สองล้านบาท
     
     -กองทุนปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เริ่มต้นจากจำนวนเงินหนึ่งล้านบาท แต่วันนี้มีจำนวนเงินเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบห้าล้านบาท
     
     แต่ยังมีบางกองทุนที่มีปัญหาที่น่าเป็นห่วง ซึ่งได้มีการประเมินกองทุนทุกระยะมาแล้วจำนวน ๓ ครั้ง โดยมีการประเมินเป็นรายปี และมีการประเมินรอบใหญ่จะประเมินทุกกองทุนทั่วประเทศ ได้แก่
     
     ครั้งที่ ๑ ประเมินในปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ โดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
     ครั้งที่ ๒ ประเมินในปี พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๒ โดยรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์
     ครั้งที่ ๓ ประเมินในปี พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
     มาจากรัฐบาลซึ่งมีนโยบายต่างกันและผู้ประเมิน มีความแตกต่างกัน เช่น รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ใช้ต้นกล้า อาชีพทำการประเมิน รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ใช้มหาวิทยาลัย ราชภัฏทำการประเมิน และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยใช้กระบวนการ ของเครือข่ายและธนาคารทำการประเมิน ผลการประเมิน ทั้ง ๓ ครั้ง ออกมาใกล้เคียงกัน คือ
     
     - ระดับ A มีอยู่ประมาณ ๓๐%- ระดับ B มีอยู่ประมาณ ๔๐%ทั้ง ๒ ระดับนี้ มีความเข้มแข็งสามารถเชื่อมั่นในการเดินไปข้างหน้าได้เป็นอย่างดี ประมาณร้อยละ ๗๐
     
     มีระดับพอใช้ คือ มีเงินคงอยู่ เงินไม่สูญหาย เงินสามารถหมุนเวียนใช้ได้ประมาณร้อยละ ๒๐ และมีอยู่ประมาณร้อยละ ๑๐ ของกองทุนที่เป็นปัญหาถูกร้องเรียน เป็นปัญหาความขัดแย้ง และในร้อยละ ๑๐ ที่เป็นปัญหานี้ คือ สิ่งที่ต้องฟื้นฟูพัฒนา จำนวน ๗,๐๐๐ กว่ากองทุน ซึ่งขอให้ สำนักงานอัยการสูงสุดมาช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย โดยบาง กองทุนจะต้องใช้กระบวนการปรับเปลี่ยนกรรมการกองทุน
     
     แต่ผลการประเมินใหม่จะออกมาในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ จะเป็นการประเมินของรัฐบาลปัจจุบันโดยประเมิน ทั้งประเทศอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นการประเมินจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จำนวน ๑๓ แห่ง ทำหน้าที่ร่วมกันประเมินโดยใช้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคทำหน้าที่ประเมิน และให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลกลางร่วมกัน จึงวิเคราะห์ผลการประเมินออกมา
     
     สิ่งที่กองทุนหมู่บ้านได้รับความสนใจจากต่างประเทศ ซึ่ง World Bank มาติดตามขอข้อมูลและติดตามประเมิน คือ ผลที่เกิดขึ้นจากกองทุนเกิดผลอะไร ดำเนินการอย่างไร สิ่งที่ปรากฏชัด คือ ผลตอบแทนที่กองทุนได้กองทุนจะไป จัดสวัสดิการโดยจะไปจัดเป็นเงินสงเคราะห์คนชรา ช่วยเหลือ เด็ก หรือไปสงเคราะห์คนเจ็บไข้ได้ป่วย ในผลตอบแทนที่ได้ คือ ร้อยละ ๑๐๐ จะมีประมาณร้อยละ ๒๕ คือ ๑ ใน ๔ ไปจัดเรื่องสวัสดิการ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องการสมทบ ความเสี่ยง การประกันความเสี่ยง หรือจะเป็นเรื่องของการ ไปดำเนินการลงทุนต่างๆ ขึ้นอยู่กับบริบทของกองทุนที่ แตกต่างกัน นั่นก็คือสิ่งที่กองทุนดำเนินการเป็นแหล่งทุนยังคงดำเนินต่อไป
แหล่งข่าว : tayakonr   วันที่ 12 มกราคม 2561