‘ผ้าปัก’ ลายชีวิต หัตถศิลป์ในพระราชดำริ...ฝีมือคนพิการ
 
     ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพบภาพปักโบราณในพระบรมมหาราชวัง เป็นภาพเรือสุพรรณหงส์ ปักด้วยไหมน้อย ทรงสอบถามถึงความเป็นมาของภาพปักนี้ จึงทรงทราบว่าเป็นฝีมือช่างหลวงสมัยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราช เทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
     
     ภาพปักนั้นสวยงามและยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่มากแม้จะผ่านกาลเวลามาแล้วเนิ่นนาน อีกทั้งยังมีข้าราชบริพารฝ่ายในที่ปักผ้าแบบโบราณคือปักซอยแบบไทยได้อยู่ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้คัดเลือก คุณข้าหลวงบางรายไปเรียนวิชาปักผ้าจากข้าราชบริพารฝ่ายในเพื่อสืบทอดวิชาฝีมือชั้นเยี่ยมนี้ไว้
     
     ปี ๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ ทรงทราบว่าราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา และหลังจากกรีดยางแล้วยังมีเวลาว่างอีกมาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำริริเริ่มให้ราษฎรฝึกหัดงานหัตถกรรมหลายประเภทเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น จักสานย่านลิเภา จักสานกระจูด ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ชาวบ้านคุ้นเคยอยู่แล้ว
     
     รวมทั้งให้ฝึกหัดงานฝีมือชนิดใหม่คือ "งานปักผ้า" เนื่องจากทรงสังเกตเห็นสตรีไทยมุสลิมคลุมศีรษะด้วยผ้าฮิญาบปักเป็นลวดลายต่างๆ ทรงคำนึงว่าสตรีไทยส่วนใหญ่มีพื้นฐานทางเย็บปักถักร้อยอยู่แล้ว คงจะเรียนรู้ขั้นตอนการปักผ้าได้ไม่ยาก
     
     จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค นางสนองพระโอษฐ์ จัดหาลายปักง่ายๆ เริ่มจากลายดอกไม้เล็กๆ ให้ชาวบ้านจังหวัดนราธิวาสทดลองปักดู ทรงส่งคุณข้าหลวงที่เคยเรียนวิธีปักซอยแบบไทยโบราณไปสอนชาวบ้าน พระราชทานอุปกรณ์ในการปักทุกอย่าง และทรงรับซื้อผลงานของสมาชิกทุกคนเพื่อเป็นกำลังใจ
     
     ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ กล่าวว่า การปักผ้าเป็นงานที่พระราชทานให้กับชาวภาคใต้ ทรงเห็นครอบครัวไหนยากจน มีลูกมาก ปัญหาด้านครอบครัว รายได้น้อย ทรงคัดเลือกมาเล่าเรียนงานปัก เริ่มต้นจากการปักดอกไม้เล็กๆ เป็นการปักซอยแบบไทยโบราณ ซึ่งต้องใช้การสอดประสานสีของงานปัก ให้มีความกลมกลืน มีเหลือบของสีอ่อนแก่ ค่อยๆ ทำจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง กระทั่งปัจจุบันมีงานปักอยู่ทั่วทุกแห่ง นอกจากภาคใต้แล้ว ยังขยายงานไปยังภาคอื่นด้วย
     
     "ภาพปักกับภาพวาด ถ้าคนปักเก่งๆ จะมองแทบไม่ออก ซึ่งเคยจัดแสดงในงานศิลป์แผ่นดิน ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม มาแล้ว มีผ้าปักหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นนางในวรรณคดี ภาพธรรมชาติ หรือภาพประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ภาพสัตว์ป่า ภาพโบราณสถาน แม้แต่ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ก็ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย นี่คือพระราชกรณียกิจหนึ่ง ที่ทรงช่วยให้คนมีงานทำ ชาวบ้านเองมีความตั้งอกตั้งใจมาก และอยากทำงานที่ยากถวาย เพราะนั่นหมายถึงรายได้และเงินรางวัลที่จะได้รับจากพระองค์ท่าน พระองค์ท่านไม่ได้สอนให้คนขี้เกียจ แต่สอนให้คนขยันหมั่นเพียร รู้จักที่จะสร้างงานของตนเองขึ้นมา เพื่อเป็นความภาคภูมิใจในการที่จะหารายได้ของตนเองขึ้นมาเลี้ยงดูครอบครัว" ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ กล่าวด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
     
     ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าวด้วยว่า คนปักผ้าเขาปักกันสุดฝีมือ มีพัฒนาการ คนไหนเก่งหน่อยจะปักผ้าเหมือนภาพเขียนต้นแบบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะทรงยกย่องชื่นชมให้ทำงานปักต่อไป มีเงินรางวัลให้มากน้อยตามแต่ฝีมือและสภาพครอบครัว เนื่องจากจะมีประวัติครอบครัวแนบไปกับชิ้นงานด้วยทุกครั้ง ก่อนจะพระราชทานภาพให้ปักนั้น จะทรงอธิบายถึงภาพต้นแบบ อย่างเช่น ภาพธรรมชาติจะทรงสอนว่า ป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้จะช่วยดูดซับน้ำยามน้ำหลาก ต้นไม้จะทุเลาความแรงของน้ำลง เพื่อให้ผู้ปักได้เกิดความรู้สึกรักษาและหวงแหนป่าไม้โดยไม่ทำลาย แม้กระทั่งภาพวรรณคดีไทยจะทรงเล่าพระราชทานให้ฟังเพื่อให้ผู้ปักได้เกิดความสนุกมีความสุขกับงานที่จะได้ทำ
     
     นางอรวรรณ ไชโย ครูสอนปักผ้า ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในโครงการของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ วัย ๔๘ ปี ชาวจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า เดิมมีอาชีพทำนา และเริ่มเข้ามาเรียนปักผ้าในสวนจิตรลดา เมื่อปี ๒๕๓๒ และยึดเป็นอาชีพเสริมมาโดยตลอด งานปักผ้าเป็นงานที่เรียนไม่จบต้องเรียนและพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยส่วนตัวถนัดปักภาพวรรณคดีโดยนำลวดลายจากการถ่ายเอกสารสีมาจากสวนจิตรลดา
     
     นางอรวรรณเล่าว่า การปักผ้าแรกๆ จะปักบนผ้าฝ้ายสีพื้น ถ้ายากขึ้นมาหน่อยจะปักบนผ้าไหมโดยการใช้เส้นไหมน้อย ซึ่งเส้นจะเล็กกว่าและเงากว่าเส้นไหมทอผ้าทั่วไป เมื่อเราได้ภาพมาแล้วจะต้องนำไหมมาย้อมสีเอง ให้เหมือนกับภาพจริงมากที่สุด งานปักต้องใช้สมาธิและต้องใจรักถึงจะทำได้ ๑ รูปใช้เวลานานมาก เนื่องจากเป็นอาชีพเสริม เวลาในการปัก ๒ เดือนขึ้นไป แต่ถ้าปักทุกวันไม่เกิน ๓ เดือนก็เสร็จ รายได้ในการปัก ๑ แผ่น (ประมาณ ๓๐ คูณ ๓๐ ซ.ม.) ได้ประมาณ ๓,๕๐๐ บาทแล้วแต่ฝีมือและความยากง่ายของลาย ภาพไหนยากราคาประมาณ ๕-๖ พันบาทแต่ถ้าภาพไหนใช้ไหมน้อยปักทั้งหมดราคาจะอยู่ที่หมื่นขึ้นไป
     
     "การปักผ้าเหมือนการเรียนไม่รู้จบ ต้องฝึกไปเรื่อยๆ พอมีวิชาก็ถ่ายทอดให้ผู้อื่น การทำผ้าปักต้องทำขนาดเล็ก ขยับไปขนาดกลาง และใหญ่ตามลำดับ เริ่มจากภาพง่ายๆ อย่างนก ดอกไม้ ภูมิใจที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์ท่าน ให้ส่งมอบความรู้ไปยังคนอื่นต่อไป ตอนนี้ยังมีผู้ที่สนใจปักผ้าอยู่น้อยมาก เพราะการปักผ้าต้องใช้เวลา คนที่มาเรียนจึงต้องมีเวลามากพอสมควร แต่ถ้าได้ทำแล้ว จะเกิดความภาคภูมิใจอย่างมาก"ครูสอนปักผ้าเล่าปิดท้าย
     
     นางโนริดา สาแล อายุ ๒๗ ปี ชาวบ้านดาฮง จ.นราธิวาส ปัจจุบันประกอบอาชีพกรีดยางพารา สมัครเป็นสมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในปี ๒๕๔๕ บอกว่า ใช้เวลาว่างจากงานเพื่อหารายได้เสริม เมื่อก่อนกรีดยางเพียงอย่างเดียวมีเวลาว่าง แต่ก็ไม่ได้เอาเวลาไปเพิ่มรายได้ เมื่อได้เข้ามาเป็นสมาชิก แรกๆ ก็รู้สึกว่ามีความยากและต้องใช้เวลานาน ผ้าปัก ๑ ผืนใช้เวลาประมาณ ๕ เดือน ได้รายได้ราว ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การที่ได้มีโอกาสทำงานจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หากมีโอกาสอยากเข้าเฝ้าฯรับเสด็จพระองค์ท่าน
     
     ด้าน นางเพียงใจ ว่องไว ครูสอนปักผ้า ในโครงการของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ผู้พิการแขนด้านซ้าย เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนทำอาชีพกรีดยาง ในปี ๒๕๓๖ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปป่าไผ่ จึงเข้าไปถามผู้ติดตามในพระองค์ว่า "ถ้าอยากปักผ้าสมัครที่ไหน และคนพิการอย่างดิฉันปักได้ไหม" ซึ่งก็ได้รับการตอบรับว่าได้ เพราะเป็นการปักแบบสะดึงด้วยเส้นไหม ดีใจที่แม้เป็นคนพิการพระองค์ก็ไม่ทอดทิ้ง
     
     ส่วน น.ส.วสะวรรณ โตงาม อายุ ๓๙ ปี สมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ผู้พิการขา จาก จ.อ่างทอง ที่กำลังปักผ้าอย่างตั้งใจ เล่าถึง การปักผ้าว่า ไม่เพียงแค่ปักไปเรื่อยๆ แต่เป็นการคิดและคำนวณในการไล่สีของเส้นไหม ตนไม่มีความรู้เรื่องศิลปะ แต่ได้ศึกษาจากการดูมารดาทำงานปัก ซึ่งเป็นสมาชิกเหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านมาเคยได้รับรางวัลชมเชย ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๔๖ และในปี ๒๕๔๘ ในงานประกวดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
     
     "ภูมิใจที่ได้สืบสานศิลปะไทยให้คงอยู่ อาชีพนี้ช่วยสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว เพราะขาพิการ ไม่สามารถประ กอบอาชีพอื่นได้ ผลงานที่ประทับใจ คือ งานปักชุดไก่ฟ้าพญาลอ ที่ใช้เวลานานถึง ๑๐ เดือน" น.ส.วสะวรรณกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ปัจจุบันสมาชิกปักผ้าศิลปาชีพมีจำนวนนับหมื่นคน ส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน และส่งลูกหลานเรียนหนังสือในระดับสูงๆ ได้ ทุกคนภาคภูมิใจในฝีมือและความสามารถพิเศษของตนเอง
     
     ภาพปักศิลปาชีพจึงมิใช่เป็นเพียงงานหัตถศิลป์ที่สวยงามของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพที่สอดผสานสายใยแห่งความรัก ความศรัทธา และความภาคภูมิใจอันลึกซึ้งระหว่างสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นาถกับราษฎรไว้อย่างเหนียวแน่นอีกด้วย
แหล่งข่าว : (ข่าวสดรายวันออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๒ ส.ค.๕๕)   วันที่ 12 สิงหาคม 2555