‘แม่ตุ๊ก’ กับลูก..เด็กพิเศษ
 
     อาการน้องเริ่มแรกเป็นอย่างไร ษา - "รู้ว่าลูกเป็นเด็กพิเศษตอนจะขวบครึ่ง เห็นอาการพูดช้า ก็ไปหาหมอ หมอบอกเด็กปากหนัก แล้วเขาไม่นิ่ง ไม่พูด วิ่งไปเรื่อยๆ ซนมาก การทรงตัวไม่ค่อยดี ชอบเดินเขย่งเท้า ก็สงสัยลูกเป็นไฮเปอร์ เลยไปศูนย์พัฒนาเด็กให้คำนวณให้ เขาบอกไม่ได้เป็นไฮเปอร์ เราก็ตีไปว่าสมาธิสั้น ก็หาข้อมูลในเน็ต เอาข้อมูลมาเรียบเรียงดู ก็เหมือนว่าถ้าจะช่วยเด็กต้องบำบัดอารมณ์เด็กก่อน เลยมาปรับกับลูก ไม่ได้ปรับเราเลย"
     
     "คือเรายังใจร้อนเหมือนเดิม พอไปสอนลูก ลูกวี้ดขึ้นมา เราทนไม่ได้ ก็วี้ดบ้าง เพราะไม่ได้บำบัดตัวเอง เลยมานั่งคิดว่าสิ่งที่จะทำอันแรกคือช่วยตัวเองก่อน ให้ใจเย็นลง ก็ใช้วิธีสวดมนต์ คุยกับแม่ในสิ่งที่ทะเลาะกัน ลองถอยออกมาก็เริ่มเย็นลง ถ้ารู้สึกว่าอารมณ์ไม่ลดลง ยังปรี๊ดอยู่ก็แยกออกมาบอกลูกว่ารอแป๊บนึง เหมือนให้เขาและเราต่างทำอารมณ์ ทีนี้ก็สังเกตดูว่าเขาสามารถรับฟังเราหรือยังแล้วค่อยเข้าไปคุย ก็ทำอย่างนี้มาประมาณ ๔ ปี"
     
     แล้วไปหาหมอจริงจังตอนไหน ษา - "ตอนลูกเรียนป.๑ คือตั้งแต่ ๑ ขวบถึง ๕ ขวบกว่าๆ บำบัดเองหมด เราควบคุมได้เลยคิดว่ายังไม่ต้องถึงมือหมอมั้ง แต่ที่ไปหาคุณหมอเพราะครูประจำชั้นบอกลูกเป็นเด็กพิเศษหรือเปล่า เราบอกรู้ แต่ยังไม่ทราบเป็นอะไรแน่ชัด ดูพฤติกรรมลูกเห็นหมด เช่น เขียนหนังสือกลับแบบส่องกระจก ทุกอย่างกลับด้านหมด ครูบอกน่าจะเป็นแอลดี (LD : Learning Disabilities) คือการเรียนรู้บกพร่อง บกพร่องในเรื่องการพูดอ่านเขียน ไปหาหมอดีไหม ก็ไปหาคุณหมอ หมอตรวจบอกลูกสมาธิสั้นมาก แอลดีมีนิดหน่อย เริ่มมา ๒ อาการแล้ว หมอก็ถามว่าแต่คุณแม่เคยมีใครพูดว่าเป็นออทิสติกไหม ฟังตอนนั้นชะงักเลย คือเราดูทุกสิ่งแต่ข้ามออทิสติกไป เพราะเข้าใจว่าออทิสติกออกหน้า คิดว่าลูกไม่เป็นชัวร์ คุณหมอบอกออทิสติกจะมีขั้นรุนแรงปานกลางหรืออ่อนไปเลยเซเดย์อยู่ในขั้นที่เป็นออทิสติกแค่อ่อนๆ"
     
     หมอให้คำแนะนำอย่างไรในการเลี้ยงดู ษา - "คือษาจะบำบัดลูกอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ไปหาครูบำบัดมีอยู่ ๒ คน คนแรกจะช่วยในเรื่องการแก้ปัญหา เพราะเด็กประเภทนี้จะคิดอะไรซับซ้อนไม่ได้ สิ่งที่ต้องช่วยคือพูดกับเขาเยอะๆ เรียงประโยค เซเดย์เชื่อมประโยคไม่เป็น เวลาสนทนากับใครจะไม่รู้เรื่อง ส่วนครูอีกคนจะสอนทางกายภาพ การทรงตัว โยนลูกบอล สายตา แล้วก็การเข้าสังคมกับเพื่อน คือพอเขาเล่นได้สักพักก็จะมีเพื่อนเป็นบัดดี้คนหนึ่ง พอดีขึ้นเซเดย์ก็จะกลายเป็นบัดดี้ของอีกคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่" "ส่วนษากลับบ้านก็จะสอนเขาเหมือนครูเลย อุปกรณ์ครูใช้แบบไหน ษาก็ไปซื้อ เลยสามารถต่อยอดจากครูได้ บำบัดมา ๒-๓ เดือนเขาดีขึ้นมาก"
     
     เคยมีอารมณ์แวบหนึ่งไหมว่าภาระหนักเหลือเกิน ษา - "มันก็มี แต่คิดไป ตื่นเช้ามาก็ไม่ได้มีคนมาช่วย ซึ่งลูกนี่แหละเป็นกำลังใจให้สู้ เพราะยังไงเขาก็คือลูก ษาไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าเขาคือตัวปัญหา ตัวโชคร้าย คือมันไม่ใช่ นี่มันลูกเรา เราต้องทำให้ลูกเราดีขึ้นไปสิ"
     
     "มีอยู่ครั้งหนึ่งคือเหนื่อย นั่งร้องไห้อยู่แล้วเขาเดินมา อืมเซ็นซิทีฟ เซ็น ซิทีฟ อิน อิน แล้วก็หันมาน้ำตาคลอ ษาร้องไห้แล้วก็บอกแม่เหนื่อย แม่เหนื่อยมากเลย เขาก็เอานิ้วโป้งปาดน้ำตาเหมือนในละคร แม่ไม่เหนื่อยนะ เซเดย์รักคุณแม่นะคือเขาทำแค่นี้เราร้องไห้โฮเลย"
     
     ตั้งใจเลี้ยงเขาแบบไหน ษา - "เลี้ยงให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่อย่างหนึ่งเลยษาจะต้องเลี้ยงเขาให้เขาเอาตัวเองให้มีชีวิตรอดได้ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวแต่ไข่เจียวทอดไม่เป็น เขาเป็นผู้ชายต้องทำได้ทุกอย่าง เพราะไม่มีใครอยู่กับเขาได้ตลอด ปูตรงนี้ให้เขาช่วยตัวเองได้ ไม่อดตาย งานทำได้ทุกอย่าง อยู่ที่เรียนรู้ อย่างทอดไข่ คือเรารู้แหละว่ากระทะร้อน ถ้าพลาดไปมันลวกลูก แต่เราจะปล่อยทำไม เราก็อยู่ข้างๆ คอยจับมือเขาว่ามันเป็นอย่างนี้นะลูก อุ๊ยกระเด็นแล้วถอยออกมาหน่อย คือมันเหมือนให้เขาซึมซับเข้าไปว่ามันร้อนก็ต้องถอย คือมันเป็นการสอนธรรมชาติมาก"
     
     ในอนาคตหมอบอกว่าเซเดย์จะอยู่ในประมาณไหนที่เป็นอยู่ ษา - "เขาเป็นด๊อกเตอร์ได้นะ ซึ่งต้อง บอกว่าเด็กพิเศษมีเส้นบางๆ คาบอยู่กับเด็กอัจฉริยะ เราก็พยายามจะผลักดันไปทางจีเนียสดู แต่ตอนนี้ยังไม่ออกชัดว่าเขาจีเนียสเรื่องอะไร แต่ถามว่าถ้าเราปูพื้นฐานและจัดสมองเขาอย่างดีเยี่ยม เขาต้องมาทางใดทางหนึ่ง หนึ่งที่ษาภูมิใจคือลูกชอบภาษาอังกฤษ ช่างซักช่างถาม ความจำโอเค จากที่เมื่อก่อนไม่ พอจัดเรียงอะไรดีแล้วคุณหมอเข้ามาช่วยนักบำบัดเข้ามาหามันก็เลยโอเค คือดีขึ้นแต่จะให้หายไปเลยมันคงเป็นไปไม่ได้" "ในสิ่งที่เซเดย์เป็นทั้งออทิสติก แอลดี และสมาธิสั้น สิ่งที่ษากลัวที่สุดคือแอลดี เป็นการบกพร่องทางการเรียนรู้ พูดอ่านเขียน คือคนเราพูดไม่ได้อ่านไม่ออกเขียนอะไรไม่รู้แล้วมันจะอยู่ได้ยังไง"
     
     แล้วพ่อเซเดย์ช่วยเหลืออะไรบ้างไหม ษา - "เราอยู่คนละส่วน คือเขารู้เรื่องลูกตอนข่าวออก ก็มาถามน้ำเสียงแบบเป็นห่วง เราก็บอกใจเย็นๆ ลูกไม่ได้เป็นอะไร ลูกเป็นอย่างนี้อย่างนี้ แต่ตอนนี้หายแล้ว ษาดูแลเด็กดีไม่ต้องห่วงถ้าอยากรู้เรื่องลูกก็โทร.มาถาม"
     
     "ษาเคยเอาลูกไปเจอเขาครั้งหนึ่งตอนต้นปี ก็ให้เขานั่งข้างพ่อ แต่เซเดย์ก็แบบสนใจอยู่กับของเล่น พ่อเขาก็ไม่ได้อะไรเพราะรู้อาการลูกอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการช่วยเหลือก็ไม่ค่ะ คือษาบอกถ้าลำบากจริงๆ ในเรื่องการเลี้ยงลูกก็จะบอก"
     
     กับแฟนคนใหม่เป็นไงบ้าง ษา - "คุยมา ๔ ปีแล้ว ชื่อแบงก์เป็นรุ่นน้อง ๕ ปี ทำงานอยู่การบินไทย ษามีสถานะแม่ม่ายลูกติด จะมีแฟนคนหนึ่งนี่คิดหนักเลย แต่วันหนึ่งเขาเข้ามาอยากเป็นแฟน ษาบอกเลยภาระฉันเยอะไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่กับลูกกับแม่ ต้องดูแลและทำงานทุกวัน ษาจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองนะ ฉันไม่ได้คิดถึงเธอเป็นคนแรก ฉันจะคิดถึงเธอเป็นคนสุดท้าย เพราะฉันมีหลายคนที่ฉันต้องคิดก่อน รับได้ไหม เขาก็บอกรับได้ รับได้ก็คบกันมาก็โอเค คือเราไม่คิดจะอยู่กับเธอเปิดเผยให้ทุกคนรู้ เราอยู่เป็นเพื่อนกัน คอยให้คำปรึกษา ติชม คอยระบาย พอมีเขาเข้ามาก็เติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย แต่ก็คงไม่มาอยู่ด้วยกัน เพราะเรารู้แล้วว่าการอยู่ด้วยกันตลอด๒๔ชั่วโมงไม่ได้ทำให้รักเราดีขึ้น"
     
     ตอนนี้ษาทำอะไรอยู่บ้าง ษา - "มีพิธีกรช่องแชร์ทีวี งานอีเวนต์ของบุญรอด คือจะเป็นพิธีกรหมดเลย และทำคุกกี้โฮมเมด ชื่อแฟมิลี่โฮมเมด ทำที่บ้าน กระจายสินค้าโดย อิน สตาแกรม เฟซบุ๊ก ถ้าอยากได้ติดต่อเบอร์ ๐๘-๕๔๐๐-๕๔๔๔ หรือที่อีเมล์ familyhomemade_sa@hotmail.com และตอนนี้กำลังมีโครงการช่วยเด็กพิเศษ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นษาต้องมีเรื่องราวของคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ เอามาแชร์กันแล้วรวบรวมเป็นพ็อกเกตบุ๊ก ถ้าผลตอบรับดีกำไรทั้งหมดษาจะเอาไปอุปการะเด็กพิเศษที่พ่อแม่ไม่มีเงินรักษาลูก" "ที่ทำโครงการนี้เพราะมีความรู้สึกว่าทำไมเด็กพิเศษมีที่ประเทศเราเยอะมาก แต่ไม่เห็นว่าทำไมถึงไม่เห็นมีอัจฉริยะออกมาบ้างเลย ออกมาให้มันโดดเด่น สามารถส่งเรื่องมาได้ที่ www.facebook.com/kasitaboon ค่ะ"
     
     ชีวิตตอนนี้ถือว่าเป็นอย่างไร ษา - "มีความสุขแบบพอดีมาก ซึ่งสิ่งที่ษาจะทำต่อไปมีเยอะ แต่การช่วยเหลือคือประเด็นหลัก โครงการเด็กพิเศษสู่คนพิเศษ อยากได้เด็กพิเศษ ๑๐๐ คนที่เป็นอย่างเซเดย์ ๑๐๐ คนให้เป็นอัจฉริยะคือความตั้งใจเรา ถ้าอยากให้ลูกหาย ษาต้องให้คนอื่นหายก่อน มันเหมือนจะได้เป็นแรงผลักดันและช่วยกันเวลาเขาออกไปเขาจะได้เจอแต่พลังบวก"
     
     "ตอนนี้ถ้าพูดถึงเด็กพิเศษปั๊บคนจะพลังลบทันที เห็นคลินิกรักษาเด็กพิเศษ หรือคำว่า ออทิสติก ทุกคนก็คิดว่าโชคร้าย ษาอยากเปลี่ยนความคิด แต่เราคนเดียวคงเปลี่ยนไม่ได้ ต้องชวนคุณแม่เข้ามา ต้องพูดคุยอธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น ส่วนใหญ่ เราต้องรับตัวเองก่อน ต้องยอมรับ อดทน มีการให้ มีการเสียสละ" ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่แหละสำคัญที่สุดของคนเป็นแม่
     
     สร้างความสุขในก้อนเล็กๆที่มี การเลี้ยงลูกชายที่เป็นทั้งสมาธิสั้น แอลดี และออทิสติก ดาราสาว "วรรณษา ทองวิเศษ" ยอมรับว่าเหนื่อย แต่ก็สนุกสนานไปด้วย โดยเธอเล่าว่า เธอกับคุณแม่ "หน่อย"เบญจพรรณ วงษ์ทอง ต่างคิดว่าเซเดย์เหมือนเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ครอบครัวเป็นครอบครัวอีกครั้ง คุยกันได้ทุกเรื่อง ก่อนหน้านี้เวลาที่แม่และเธอโมโหเป็นต้องสะบัดหน้าใส่กัน ไม่พูดกัน ๒-๓ วัน แต่ตอนนี้ไม่แล้ว พอโมโหก็จะเงียบกันไปทั้งคู่ หลังจากนั้น ๕ นาทีก็กลับมาคุยเหมือนเดิม
     
     ช่วงที่แรงสุดในชีวิต ดาราสาวบอก ประมาณอายุ ๒๒-๒๕ ปี เริ่มแต่ละอย่าง ไม่ว่างาน แฟน เที่ยวปาร์ตี้ จัดหนัก จนแม่คุมไม่ไหวร้องไห้ทุกวัน ผ่านมาเหมือนเห็นสัจธรรมชีวิต เธออยากนั่งไทม์แมชีนย้อนกลับไปได้จะรีเมกทั้งหมดใหม่แต่ทำไม่ได้
     
     "โตขึ้นมาเรามีลูกเหมือนเรารู้แล้วว่าแม่เหนื่อยเพราะอะไร ทำไมดุเรา วันนั้นษาจำได้ว่าทำงานเหนื่อยมาก นั่งนิ่งๆ แล้วร้องไห้คุยกับเขา ถามเขาว่าแม่ทนได้ยังไง เลี้ยงษามาคนเดียว ขนาดษาเป็นดาราทำงานได้เงินง่ายยังเหนื่อยขนาดนี้ แต่แม่เป็นพนักงานบัญชีธรรมดาๆ เราร้องไห้แล้วบอกหนูไม่น่าดื้อกับแม่เลย ขอโทษทุกอย่าง"
     
     แล้วภาษากายที่ไม่เคยทำกันระหว่างแม่กับเธอก็เกิดขึ้น "แม่เข้ามาลูบหัวแล้วบอกไม่เป็นไรนะ ถ้าเหนื่อยก็พัก ซึ่งภาพนี้จะไม่ค่อยมี ภาพที่ษาเข้าไปกอดแม่ แม่มาลูบหัวษา เพราะเราจะทิฐิกันตลอด พอมาถึงคราวนี้อยากจะกอดคือกอดเลย อยากหอมหอมเลย อายุเรามากขึ้นก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เขามากขึ้นเราก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งถ้าเราไม่มีเขา เราจะอยู่ได้ไหม ใครจะให้คำปรึกษาเรา ใครจะมาลูบหัวเรา แล้ววันแม่เราจะล้างเท้าใคร ตั้งแต่กลับลำได้เราล้างเท้าแม่วันแม่ตลอด ทำมา ๒-๓ ปีแล้ว ทำให้ลูกเห็นด้วย เป็นความปลื้มอย่างหนึ่งเพราะเซเดย์ก็มาล้างเท้าให้ษาไม่สบายเขาก็มาเช็ดตัวให้ด้วย"
     
     และการมีลูกก็ทำให้เธอเสียสละโดยไม่มีข้อแม้ "อย่างลูกบอกว่าแม่หนูอยากกินหนังไก่ ทั้งที่เราชอบมาก เมื่อก่อนษาไม่เคยให้ใคร ลูกชอบ เหรอเอาเลยลูก อย่างบางทีกินอยู่ ๓ คน แล้วหลานบอกอยากกิน เราก็มองหน้ากับแม่แล้วบอกเอาเลยลูก แล้วษากับแม่ก็ไปกินมาม่ากัน มีความรู้สึกดีจัง ไม่เห็นต้องกินอาหารหรูๆ ขับรถแพงๆ ความสุขเกิดขึ้นได้ในครอบครัวเล็กๆ แค่ ๓ คน ไม่ต้องมีครบขนาดพ่อแม่ลูกปู่ย่าตายาย คือถ้ามีก็ดี" "แต่เรามีแค่นี้ก็พยายามสร้างความสุขในก้อนเล็กๆ ที่เรามีค่ะ" ษาทิ้งท้าย : สมรัก บรรลังก์ เรื่อง/ภาพ
แหล่งข่าว : (ข่าวสดรายวันออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๒ ส.ค.๕๕)   วันที่ 12 สิงหาคม 2555