ตีแผ่รักแท้ ‘แม่ตาบอด’ หัวใจเกินร้อย
 
     เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติที่จะมาถึงนี้ ทีมงาน Life & Family ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณแม่ในโลกมืด ๒ ท่านที่เลี้ยงลูกด้วยแรงกาย และแรงใจอย่างมุ่งมั่น และทุ่มเท ถึงแม้จะไม่สะดวกเหมือนแม่คนอื่น ๆ แต่พวกเธอก็สามารถข้ามข้อจำกัดด้านการมองเห็น และเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่บนพื้นฐานของความรัก และความเอาใจใส่ได้เป็นอย่างดี
     
     บอกเล่าได้จาก คุณแม่สุวรรณา สุขเกษม วัย ๔๗ ปี เธอมีปัญหาด้านการมองเห็นตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ เหตุเพราะอีสุกอีใสขึ้นตา และรักษาไม่ทัน ส่งผลให้สายตาพร่าเลือน และมองอะไรไม่ค่อยเห็น ยิ่งในช่วงตั้งท้องลูกชาย ยิ่งต้องคอยระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ กระทั่งถึงวันคลอด และต้องเลี้ยงลูกเอง แม้จะมีปัญหาบ้าง ทั้งเรื่องอาบน้ำ ป้อนข้าว หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ทว่าโชคดีที่เคยผ่านประสบการณ์รับเลี้ยงเด็กอ่อนมาก่อน ทำให้การเลี้ยงลูกไม่ลำบากจนเกินไป
     
     "ลึก ๆ แล้ว เราเองก็ไม่อยากจะมีเขาหรอกค่ะ เพราะกลัวจะลำบาก และเป็นเหมือนเรา แต่ในเมื่อเขาเกิดมาแล้ว เราก็ต้องดูแลเขาให้ดี อย่างตอนท้อง หมอนัดให้ไปตรวจก็ตรวจทุกอย่างเลยนะ แต่หมอบอกไม่ได้ว่าลูกเราจะตาบอดหรือไม่ ต้องรอให้เด็กเกิดมาก่อน จนลูกคลอดออกมาแข็งแรงดี และไม่มีปัญหาด้านการมองเห็น พอลูกโตได้สัก ๕ ขวบก็พาไปตรวจอีกครั้งจนหมอแน่ใจว่า ไม่เป็นกรรมพันธุ์ แม่อย่างเราก็รู้สึกโล่งใจ และสัญญากับตัวเองว่าจะรักและดูแลลูกให้ดีที่สุด"เธอเปิดเรื่องราว
     
     แม้จะต้องเลี้ยงลูกชายเพียงลำพังหลังจากแยกทางกับสามีตั้งแต่ลูกอายุได้ ๒ ขวบ ๙ เดือน แต่คุณแม่ท่านนี้ก็อดสู้ และตั้งใจทำงานเพื่อส่งเสียลูกเรียนโดยไม่เคยปริปากบ่น ปัจจุบันลูกชายอายุ ๑๑ ขวบ เรียนอยู่ชั้นป.๖โรงเรียนบ้านหนองเพรางายจ.นนทบุรี
     
     "หลังจับได้ว่าสามีไปมีผู้หญิงอื่น เราก็แยกทางกัน ทำให้ต้องรับบทหนักเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกคนเดียว หาเงินคนเดียว ซึ่งรายได้หลัก ๆ ในตอนนั้นมาจากการเป็นลูกจ้างอยู่ที่ร้านนวดแผนไทย มหาทองอินทร์-หมอแจ๋ว ที่ต.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท แต่ก็ไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้ามานวดในแต่ละวัน เดือนไหนรายได้น้อยก็ต้องยอมอดเพื่อให้ลูกอิ่ม แต่ถึงเหนื่อยก็ท้อไม่ได้หรือถ้าท้อก็ถอยไม่ได้เพราะลูกยังต้องพึ่งเราถ้าเราไม่เดินต่อลูกก็ต้องหยุดไปด้วย"
     
     "ถามว่าให้กำลังใจตัวเองอย่างไร หลัก ๆ แล้วจะนึกถึงคนที่ด้อยกว่าเรา เพราะคนกลุ่มนี้จะเตือนสติให้รู้ว่า เราก็มีคุณค่าเหมือนกันนะ แต่ถ้าเมื่อไรที่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่อยู่เหนือกว่าเรา ดีกว่าเรา ความทุกข์มันก็จะเข้ามา ซึ่งเรื่องนี้ จะสอนลูกเป็นประจำ พยายามให้เขารู้จักพอ และไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น" เธอเผยวิธีคิด
     
     สำหรับชีวิตในแต่ละวัน เธอจะตื่นตี ๔ เพื่อลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าให้ลูกรับประทานก่อนไปโรงเรียน หลังจากนั้นจะจัดแจงตัวเองเพื่อมุ่งหน้าออกจากบ้านไปทำงานที่ร้านนวดแผนไทย หลังจากเลิกงานถ้าไม่ดึกมากก็จะแวะซื้อกับข้าวกลับไปทานพร้อมกันกับลูกชายที่บ้าน
     
     "ทุกวันนี้ จะพยายามเจียดเวลาให้ลูก ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องมีเวลาส่วนนั้นให้เขา โดยเฉพาะการกอด และหอม ซึ่งเราจะทำกันเป็นประจำ หรือเวลาลูกมีการบ้าน เราจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่ถ้าเรื่องไหนเกินความสามารถจริง ๆ ก็จะบอกให้ลูกไปถามครูแทน ส่วนเขานอกจากจะตั้งใจเรียนเป็นอย่างดีแล้ว เวลาเราไหว้วานให้หยิบอะไร หรือให้อ่านเอกสาร และดูหมายเลขโทรศัพท์ เขาก็จะเป็นดวงตาแทนเราได้" คุณแม่ท่านนี้เผย
     
     ลูกดีได้..แม้มีแม่ตาบอด ด้าน คุณแม่ภัสวรรณ พลประสิทธิ์ วัย ๓๙ ปี คุณแม่ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นจากตาติดเชื้อรุนแรงจนทำให้ตาบอดสนิทตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ แม้จะต้องกลายมาเป็นบุคคลที่มีข้อจำกัดในการมองเห็น แต่คุณแม่ท่านนี้ก็เชื่อมั่นว่า สัญชาติญาณความเป็นแม่ช่วยให้การเลี้ยงลูกผ่านไปอย่างราบรื่น
     
     "ตาบอด ใช่ว่าจะเลี้ยงลูกไม่ได้ เราก็เป็นแม่คนหนึ่งที่มีทั้งมือ ทั้งขา และที่สำคัญ เรามีหัวใจที่ใช้สัมผัสแทนการมองเห็น อีกอย่าง เราไม่ได้อยู่คนเดียว เรายังมีสามีที่ตาบอดเหมือนกันคอยช่วยเหลือ ทั้งยังมีญาติพี่น้องช่วยกันอีกแรง แต่ผู้ช่วยเหล่านี้ก็คงไม่สำคัญเท่ากับพ่อแม่ที่ต้องให้ความรัก ความเข้าใจ และความเอาใจใส่ลูก ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของคนอื่น" คุณแม่ภัสวรรณเผย
     
     อย่างไรก็ดี ช่วงที่มีลูกคนแรก เธอยอมรับว่า กลัว และกังวลมาก เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะเลี้ยงลูกได้ดีหรือไม่ แต่ความหวังที่อยากจะเห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุขทั้งกาย และใจ เป็นพลังให้เธอฮึดสู้อย่างไม่ย่อท้อ เพราะถ้าล้มลูกก็จะขาดที่ยึดเหนี่ยวไปด้วย
     
     "ทุก ๆ พัฒนาการของลูก คือกำลังใจที่ดีของแม่ หรือเวลาเราเดินไปชนอะไร ลูกก็จะถามด้วยความเป็นห่วงว่า แม่เจ็บไหมครับ ซึ่งเขาไม่เคยถามเลยว่า ทำไมแม่กับพ่อตาบอด นั่นเพราะเราเลี้ยงเขาเหมือนอยู่ในครอบครัวทั่ว ๆ ไป เราไม่ได้เลี้ยงลูกเพื่อให้มาดูแลเรา แต่จะเลี้ยงให้รู้จักดูแลกันและกัน รวมไปถึงการเป็นคนดี มีน้ำใจ เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ นี่คือสิ่งที่ครอบครัวเราเน้นย้ำกับลูก ๆ ทุกคน เพราะเราไม่อยากให้เขาโตเป็นคนที่เห็นแก่ตัว"
     
     กระนั้น การเป็นแม่ของลูกชายทั้ง ๓ คน เธอบอกว่า ต้องรับบทหนักอยู่เหมือนกัน แต่ทั้งนี้จะยึดหลักความเด็ดขาด และมีจุดยืน เพราะหากโลเล อาจเป็นการยากที่จะคุมลูกให้เชื่อฟัง และปฏิบัติตาม ยิ่งไม่สามารถมองเห็นพฤติกรรมของลูก ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีกฎ และระเบียบที่ชัดเจน ปัจจุบันลูกชายคนโตอายุ ๑๒ ปี ส่วนคนกลาง และคนเล็กอายุ ๓ ขวบ และ ๒ ขวบตามลำดับ
     
     "บ้านเราเลี้ยงลูกแบบผิดคือผิด ถูกคือถูก บางเรื่องถ้าทำผิดก็ต้องถูกตีกันบ้าง ซึ่งเราจะบอกลูกเสมอว่า เวลาแม่สอนอะไร แม่ไม่รู้หรอกว่า ลูกจะทำสีหน้ากับแม่อย่างไร แต่ถ้าเถียงเมื่อไร โดนทันที ลูก ๆ ก็จะรู้เรื่องนี้กันดี แต่เราก็ไม่ใช่แม่ที่ใจร้าย ส่วนตัวจะพยายามเลี้ยงลูกบนพื้นฐานความรัก ความเข้าใจ มีปัญหาอะไรก็เข้ามาคุย หรือปรึกษาเราได้" ทุกวันนี้ หน้าที่หลัก ๆ ในแต่ละวัน เธอบอกว่า ตื่นเช้ามาจะต้องเตรียมเสื้อผ้า และจัดเตรียมอาหารให้ลูกรับประทาน เสร็จจากนั้น จะเข้าไปดูแลธุรกิจร้านนวดแผนไทย ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวที่ตั้งอยู่ในซ.เพชรเกษม๒๘
     
     ท้ายนี้ เธอฝากถึงพ่อแม่หัวอกเดียวกันว่า การมีลูกบนข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ทั้งการมองเห็น การได้ยิน หรืออื่น ๆ คนเป็นพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องยอมรับความจริงให้ได้เสียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นอาจทุกข์กว่าเดิมได้
     
     "ลูกของเรา เราต้องเลี้ยงเอง ไม่ใช่ส่งไปเป็นภาระของญาติพี่น้อง หรือพี่เลี้ยงตามสถานรับเลี้ยงเด็กต่าง ๆ จริงอยู่ที่ลูกอาจจะได้รับการดูแลดีกว่าอยู่กับเรา แต่สัมพันธภาพระหว่างเรากับลูกจะขาดหายไป ไม่แปลกที่ลูกบางคนรับไม่ได้ที่มีพ่อแม่ตาบอด เพราะเขาไม่ได้รับความรัก และความเอาใจใส่ตั้งแต่เด็ก" คุณแม่ภัสวรรณฝาก
     
     แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคุณแม่ที่มีความบกพร่องด้านการมองเห็น ซึ่งอาจจะเหนื่อย และรับบทหนักมากกว่าคุณแม่ท่านอื่น ๆ แต่การทำหน้าที่ในฐานะแม่ คือสิ่งที่คุณแม่ทั้งสองบอกว่า ต้องทำให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตของลูกในวันข้างหน้า นับเป็นตัวอย่างของผู้หญิงแกร่งที่มีหัวใจความเป็นแม่อย่างแท้จริง
แหล่งข่าว : (ASTVผู้จัดการออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๐ ส.ค.๕๕)   วันที่ 12 สิงหาคม 2555