หลักการไม่เลือกปฏิบัติต่อคนพิการ: คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
 
     องค์การสหประชาชาติจึงได้ยกร่างอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของคน พิการ (Convention on the Rights of Persons with Disable : CRPD) ขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนพิการขึ้นเป็นการเฉพาะ ซึ่งได้รับการรับรองโดยที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๙ มีผลใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑
     
     อนุสัญญาดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมคุ้มครองและให้ความมั่นใจให้คนพิการได้ใช้สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเต็มที่และเท่าเทียมกัน และส่งเสริมความเคารพในศักดิ์ศรีของคนพิการที่มีมาแต่กำเนิด โดยมีสาระที่สำคัญๆ โดยสรุปดังนี้
     
     - รัฐภาคี มีพันธะที่จะพัฒนานโยบายกฎหมาย มาตรการทางบริหารเพื่อให้คนพิการในประเทศของตน ได้รับสิทธิตามที่อนุสัญญานี้ให้การรับรองไว้ และจะดำเนินการตามที่เหมาะสมต่างฯ รวมทั้งการออกกฎหมาย เพื่อแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย ระเบียบ จารีตและวิธีปฏิบัติที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ -รัฐภาคี รับประกันว่าคนพิการจะสามารถใช้สิทธิอันมีมาแต่กำเนิดตราบชั่วชีวิต โดยพื้นฐานที่ทัดเทียมกับบุคคลอื่นๆ - รัฐภาคี ให้การรับรองว่าบุคคลทั้งปวงมีสิทธิเท่าเทียมกันตามกฎหมาย จะต้องห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติอันเหตุเพราะความพิการ และรับประกันว่าจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
     
     ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานและการจ้างงาน ของคนพิการได้บัญญัติไว้ในข้อที่ ๒๗ สาระส่วนที่มีความสำคัญโดยสรุป คือ -รัฐภาคี จะให้การรับรองสิทธิของคนพิการในการทำงานบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับบุคคลอื่น ซึ่งรวมถึงโอกาสในการหาเลี้ยงชีพจากการทำงานที่สามารถตัดสินใจเลือกได้อย่าง อิสระหรือที่ได้รับการยอมรับในตลาดแรงงานและทำงานในภาพแวดล้อมที่เปิดให้คน พิการเข้าถึงและทำงานร่วมด้วยได้
     
     ทั้งนี้รัฐภาคี จะต้องกำหนดข้อห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความพิการในเรื่อง ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจ้างงาน รวมทั้งเงื่อนไขในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน การว่าจ้าง การจ้างงาน ความต่อเนื่องในการจ้างงาน ความก้าวหน้าในการงาน และสภาพความปลอดภัยและสุขอนามัยของการทำงาน
     
     -ให้มีการรับคนพิการเข้าทำงานในภาครัฐ ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐ และลงนามให้สัตยาบันเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ สำหรับการคุ้มครองสิทธิของคนพิการในส่วนของประเทศไทยนั้น ไทยได้ให้ความสำคัญมาก โดยบัญญัติรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ส่วนที่ ๒ ความเสมอภาค มาตรา ๓๐ วรรคสาม ที่บัญญัติว่า
     
     การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิ ได้
     
     บทบัญญัติตามมาตรา ๓๐ วรรคสามดังกล่าว ล้อมาจากมาตรา ๓๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แต่เนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มิได้ระบุถึงเหตุพิการไว้ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีจุดมุ่งหมายที่จะคุ้มครองสิทธิคนพิการตามที่ไทยมีพันธะตามอนุสัญญาดัง กล่าว จึงได้บัญญัติเพิ่มเติมให้รวมถึงเหตุพิการไว้ในหลักการของการไม่เลือก ปฏิบัติ ในมาตรา ๓๐ วรรคสามด้วย
     
     คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คดีนี้สืบเนื่องมาจากนายศิริมิตร บุญมูล ได้สมัครสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา แต่คณะกรรมการตุลาการพิจารณาแล้วมีมติไม่รับสมัคร เนื่องจากสภาพร่างกายและจิตใจไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการ ตุลาการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ (๑๐)
     
     นายศิริมิตร บุญมูล เห็นว่าการไม่รับสมัครโดยอ้างว่าร่างกายและจิตใจไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติ หน้าที่ข้าราชการตุลาการตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ (๑๐) เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายหรือความพิการ บทบัญญัติดังกล่าวจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐
     
     แม้กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยมาแล้วตามคำวินิจฉัยที่ ๑๖/๒๕๔๕ ว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่กรณีนั้นเป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มความคุ้มครองถึงเหตุความพิการด้วย จึงได้ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ พิจารณาวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
     
     ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ ปรากฏตามข่าวเผยแพร่ของศาลรัฐธรรมนูญคือ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ (๑๐) เฉพาะข้อความที่ว่า ..กายหรือจิตใจไม่เหมาะสม.. เป็นถ้อยคำที่กำหนดลักษณะทางร่างกายหรือจิตใจ ที่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครสอบคัดเลือก ผู้สมัครทดสอบความรู้ หรือผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกพิเศษเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่ง ตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาที่เกินความจำเป็น
     
     จึงเป็นการจำกัดสิทธิในการบรรจุเข้ารับราชการตุลาการของผู้พิการ โดยคำนึงถึงสภาพร่างกายหรือจิตใจของผู้พิการเพียงอย่างเดียว และเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้สมัครเข้าสอบใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง โดยมิได้กำหนดว่ากายหรือจิตใจลักษณะใดเป็นความไม่เหมาะสมจนไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ของตุลาการได้
     
     อีกทั้ง มิได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถอันเป็นภารกิจหลักของตุลาการหรือผู้พิพากษา ในการพิจารณาอรรถคดี บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคล เพราะเหตุความแตกต่างในเรื่องความพิการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และขัดต่อสิทธิของคนพิการในการเข้าทำงานบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับบุคคลอื่น
แหล่งข่าว : (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๓ ก.ค.๒๕๕๕)   วันที่ 03 กรกฎาคม 2555